อินโฟกราฟฟิค How to เตรียมตัวเรียนต่อเมืองนอกภายใน 1 ปีCool

ฮอทคอร์ส ประเทศไทยครีเอท Infographic วิธีเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศภายใน1ปีสำหรับ มือใหม่และคนที่ฝันอยากไปเรียนและใช้ชีวิตเมืองนอก

การเรียนต่อเมืองนอกเป็นเรื่องใหญ่และต้องมีการวางแผนที่ดี จากข้อมูลของเวบไซท์นักเรียนและคนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศใช้เวลาเตรียมตัวโดยเฉลี่ย 12- 16 เดือน ขั้นตอนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การหาข้อมูลมหาวิทยาลัยและทุนการศึกษา, การเตรียมความพร้อมของนักเรียน, เอกสารสมัคร, การเตรียมตัวทางการเงิน , ลำดับความความสำคัญของสิ่งต่างๆและ ช่วงเวลา ต้องเริ่มเมื่อไหร่ ทุกอย่างอยู่ใน How to เตรียมตัวเรียนต่อนอกภายใน1ปี

วิธีเตรียมตัวเรียนต่อภายใน1ปี เป็นไกด์ฉบับง่ายที่สุดที่ทำให้นักเรียน มองเห็นภาพรวมของการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศจ้า

 

จัดตารางชีวิต พิชิตเรียนต่อเมืองนอก (ตอนที่ 1)

มี เพื่อนๆ และรุ่นน้องหลายคนที่พี่รู้จัก มักจะบ่นถึงความยากและความหนักหนาในการเรียนต่อ โดยเฉพาะการมาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เพราะหลักสูตรปริญญาโทแบบเต็มเวลาใช้เวลาเพียงปีเดียว (ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างอเมริกาหรือไทย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง - 2 ปี) หมายความว่าการเรียนที่นี่จะอัดแน่นและหนักกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับระดับปริญญาตรีที่เรามักจะเรียนกันแบบสบายๆ ทํารายงาน หรือไม่ก็อ่านหนังสือไปสอบ ธรรมชาติของการเรียนโทที่นี่จะเน้นให้นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูล มีการพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันในห้อง ต้องอ่านหนังสือและบทความทางวิชาการค่อนข้างเยอะ ทําให้หลายคนที่มาเรียนที่นี่มักจะบ่นว่า เนื้อหายาก งานหนัก เครียด ไม่มีความสุข เหนื่อย เรียนจบไปก็ไม่รู้จะทําอะไร ทําไมต้องมาเรียน อะไรแบบนี้ด้วย... เออ เนอะ... มาเรียนต่อทําไมเนี่ย

สํา หรับตัวพี่เองไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความเครียดเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ เลยมาลองคิดดูว่า เอ๊ะ ทําไมนะ คนอื่นเค้าเครียดกัน แต่เราไม่เห็นเครียดเลย (ออกจะมีความสุขลัลล้าด้วยซ้ํา) พี่สรุปเหตุผลออกมาได้ 6 ข้อ และคิดว่าคงจะมีประโยชน์กับน้องๆ ที่กําลังจะมาเรียนต่อ หรือคนที่เรียนต่ออยู่ที่นี่อยู่แล้วไม่มากก็น้อย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่เองก็อยากจะบอกกับตัวเองในอดีตก่อนจะมาเรียน เพราะถ้ารู้ตั้งแต่ก่อนมาคงจะมีความสุขมากยิ่งกว่านี้อีก

เนื่องจากสิ่งที่พี่อยากจะบอกมี “เยอะ” มาก จึงอยากขอแบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ตอน เราจะได้ไม่เบื่อกันเสีย ก่อน ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

1. มาเรียนอย่างมีเป้าหมาย : มาเรียนเพราะอะไร ทําไมต้องเรียนต่อ 
2. เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งร่างกาย ความคิด และจิตใจ
3. ตีแตกตารางเรียน - เล่น : จัดการเวลาให้อยู่หมัด
4. เปลี่ยนมุมกด (ดัน) ให้เป็นมุมผลัก (ดัน)
5. คบเพื่อนอารมณ์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
6. Work hard Play hard ชีวิตอย่าอยู่แต่ในมหาลัย หากิจกรรมอะไรทําจะได้ไม่เครียด

ตอนที่ 1 มาเรียนอย่างมีเป้าหมาย : มาเรียนเพราะอะไร ทําไมต้องเรียนต่อ

ลองคิดดูว่าใครจะมีความสุขมากที่สุด
- คนที่มาเรียนต่อเพราะเบื่องาน
- คนที่มาเรียนต่อเพราะที่บ้านบังคับ
- คนที่มาเรียนต่อเพราะไม่รู้จะทําอะไร
- คนที่มาเรียนต่อเพราะอยากได้เงินเดือนเยอะขึ้น
- คนที่มาเรียนต่อเพราะรู้ว่าตัวเองอยากทําอะไร อยากเรียนอะไร และกําลังทําฝันของตัวเองให้เป็นจริง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนสุดท้ายมีความสุขมากกว่าเห็นๆ

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความสุขเวลามาเรียนต่อ สิ่งแรกคือ การไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หลายๆ คนอาจเคยได้ยินคํากล่าวที่ว่า “Without a goal, it is difficult to score” (ถ้า ไม่มีเป้าหมาย ก็ไม่รู้จะทําคะแนนได้อย่างไร) การมาเรียนต่อนั้นเหมือนเราออกเดินทางไปยังที่ใหม่ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าจะไปทางไหนเราก็จะวนไปวนมา หลงทาง สุดท้ายแม้สองข้างทางจะสวยแค่ไหนแต่เราก็ยังรู้สึกทุกข์ บางคนที่โชคดีอาจค้นพบจุดหมายที่ตัวเองอยากไประหว่างเดินทาง แต่สุดท้ายการตั้งเป้าหมายไว้ก่อนจะทําให้เราเดินทางอย่างมั่นใจและมีความ สุขมากขึ้น

แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเองว่าทําไมถึงอยากเรียนต่อ แต่ก่อนเลือกเรียนอะไรก็ตามต้องลองถามตัวเองดีๆ ว่า นี่เป็นสิ่งที่เราชอบจริงหรือเปล่า อยากรู้จริงหรือเปล่า แล้วจะทําให้เรามีความสุขในระยะยาวหรือไม่ เป็นเรื่องตลกที่คนเราชอบคิดมากเรื่องคนอื่น แต่เรื่องของตัวเองกลับไม่ได้คิดอย่างจริงจัง การเรียนต่อสําหรับหลายๆ คนเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต แถมเราต้องจ่ายเงินเยอะขนาดซื้อรถหรือซื้อบ้านได้ ดังนั้นควรจะคิดให้ดีและตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนมาเรียน

อย่าง ตัวพี่เองตอนเรียนต่อก็คิดแค่ว่า “เบื่องาน เหนื่อย ไม่อยากทํางานแล้ว แม่ก็อยากให้เรียนต่อ เรียนอะไรดี เรียน Marketing ก็แล้วกัน ไหนๆ เราก็เคยเรียนโฆษณามา เรียนต่อ Marketing น่าจะทําให้โลกกว้างขึ้น” เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วมาก พอรู้ตัวก็ไปสอบ IELTS สมัครเรียน จนมหาวิทยาลัยตอบรับเรียบร้อย ดันนึกขึ้นได้ว่า ถ้า ตัวเองไม่ชอบแนวทางงานที่ทํา แล้วไปเลือกเรียนต่อสาขาที่ต่อยอดจากเดิม ก็ต้องทํางานเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่ดี แล้วจะมีความสุขได้ยังไง

ยังดีที่ได้อ่านหนังสือ “Happier” ซึ่งเป็นหนังสือของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทําให้ตัวพี่เปลี่ยน ความคิดของตัวเองเกี่ยวกับการมาเรียนต่อ พี่ได้กลับมานั่งคิดอย่างจริงจังอีกครั้งว่าตัวเองชอบทําอะไร อะไรที่ตัวเองทําได้ดีและมีความสุข สิ่งที่พี่ชอบทํามีหลายอย่าง สิ่งที่เราทําได้ดีก็มีหลายอย่าง และสิ่งที่จะทําให้เรา มีความสุขก็มีหลายอย่าง แต่เมื่อถามว่าอะไรที่ตอบคําถามทุกอย่าง สํา หรับตัวพี่คือ “การสอน” อาจจะเพราะเป็นคนที่พูดมาก ชอบแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองรู้ให้คนอื่นรู้ ชอบเวลาที่อธิบายเรื่องยากๆ ให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ พอคิดได้แล้วก็พบว่าตัวเองอยากจะเรียนมากขึ้น

 

เมื่อ ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองใหม่ว่า “จะกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย” ทําให้มุมมองต่อการเรียนเปลี่ยนไป จาก “การไปเรียนเพราะเบื่องาน” เป็น “การไปเรียนรู้ให้มากที่สุดเพื่อนําความรู้ที่ได้มา ถ่ายทอดให้เด็กๆ รุ่นใหม่” ทําให้พี่รู้สึกสนุกทุกวันที่ไปเรียน ทุกๆ วันที่ได้เข้าห้องเรียนพี่รู้สึกว่าได้ฟังอะไรที่มีคุณค่า ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นคือการเปิดมุมมองและเห็นโลกใบใหม่ ทุกครั้งที่อ่านเอกสาร วิชาการ (ที่แต่ก่อนไม่เคยคิดจะแตะ) คือการเรียนรู้มุมมองของคนอื่นๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกับเราและศึกษา เรื่องเหล่านั้นอย่างจริงจัง แม้แต่การเรียนวิชาวิจัย (Research) ที่เพื่อนๆ หลายคนส่ายหน้า พี่กลับรู้สึกว่ามันน่าสนุกที่เราได้เรียนรู้วิธีหาข้อมูลในแบบต่างๆ เพื่อที่เราจะได้หาความรู้ในสิ่งที่เราสนใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

แค่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหมาย สามารถเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งรอบตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ” 

ติดตามต่อตอนที่ 2

ใครเริ่มมีแนวแล้วอยากตัดสินใจแม่นๆอ่าน 'How to decide : วิธีการเลือกคอร์สสิ่งที่ใช่เรา '

รู้จักพี่จี๊ป

พี่จี๊ปเรียนจบ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ หลังจากนั้น ทำงานใน่สวนของ Strategic Planning (การวางแผนกลยุทธ์และการสร้างแบรนด์ )ใน บริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งในกรุเทพ ตอนนี้เรียนปริญญาโทด้าน Marketing อยู่ที่ Queen Mary University of London อนาคตอันไกล้ คือ กลับไปเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ความฝันคือ ต้องการให้นักเรียนไทยเก่งๆ ใครสนใจลองติดตาม FB PageIdeaForEducationThailand  เป็นเพจส่วนตัวเกี่ยวที่เกี่ยวกับการศึกษาไทย

อังกฤษเริ่มลดความเข้มงวดวีซ่านักเรียน post study work



      ในที่สุดรัฐบาลอังกฤษก็ค่อยๆเริ่มการผ่อนปรนกระบวนการคัดเลือกวีซ่าแบบ post study work สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในอังกฤษลง

      โดยแต่เดิมที นักเรียนต่างชาติจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการทำงานในอังกฤษต่อหลังเรียน จบเป็นเวลา 2 ปี  แต่กฎนี้ก็ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2012  และได้มีการประกาศกฎใหม่ขึ้นมาแทนที่  โดยกฎใหม่นี้ได้กำหนดให้งานต่างๆที่นักเรียนต่างชาติสามารถทำได้หลังเรียนจบ นั้น จะต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องหรือตรงกับสาขาที่นักเรียนได้จบมา  และจะต้องทำงานในบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลพร้อมกับมีฐานเงินเดือน ตั้งต้นสูงกว่าเดิม

      ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศกฎใหม่นี้ออกมาก ก็ส่งผลให้เกิดการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยมากมายจากสถาบันการศึกษา และแพร่หลายออกไปในวงกว้าง  เพราะพวกเขาคิดว่าการออกกฎที่เข้มงวดเช่นนี้เป็นการทำให้นักเรียนต่างชาติ ไม่อยากมาเรียนที่อังกฤษ

 

คำประกาศเจตจำนง

      หลังจากผ่านไปเกือบปีของการใช้กฎวีซ่าแบบใหม่ ในที่สุดรัฐบาลก็ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณในทางบวกผ่านการออก ‘Statement of Intent' หรือ คำประกาศเจตจำนง โดยรายละเอียดในคำประกาศนี้ได้พูดถึงการลดความเข้มงวดของการขอรับวีซ่า  ซึ่งส่งผลให้นักเรียนต่างชาติที่มีความสามารถสูงสามารถทำงานในอังกฤษได้จน กว่าพวกเขาจะเรียนจบ แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่า 2 ปี

      การเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุด ก็คือ การลดระดับของเงินเดือนตั้งต้น โดยเดิมทีได้มีการกำหนดไว้ที่ “25%” ของเงินเดือนนักเรียนทั้งหมด หมายความว่านักเรียนที่ขอวีซ่าในปีนั้นๆ จะต้องได้รับเงินเดือนตั้งต้นมากกว่า 25% ของลูกจ้างที่เป็นนักเรียนทั้งหมดที่ขอวีซ่าในปีนั้นๆ    ซึ่งรัฐบาลคิดว่าควรจะมีการลดลงจนเหลือเพียงแค่มากกว่า “10%” ก็เพียงพอ

      โดยประกาศนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันจะเป็นการลดเงินเดือนตั้งต้นจาก 28,000 ปอนด์ (หรือมากกว่า) ให้ใกล้เคียงกับอัตราเงินเดือนมาตรฐานของอังกฤษ

 

การก้าวไปข้างหน้าและได้รับการยอมรับ

      The National Union of Students (NUS) เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต่อต้านกฎวีซ่าแบบ post-study work อันนี้มาก โดย Daniel Stevens หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกลุ่ม ได้ออกมากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ด้วยความพึงพอใจว่า

       “แต่เดิมนักเรียนต่างชาติที่มีทักษะสูงจะถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเพราะฐาน เงินเดือนของเขาที่สูงจนน่าขัน  แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ย่อมส่งผลดีต่อนักเรียนเหล่า นี้”

       ถึงแม้ว่าการประกาศในครั้งนี้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น  แต่เชื่อได้ว่ามันก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแง่ดี และอนาคตการศึกษาของอังกฤษก็จะกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง  ซึ่งฮอทคอร์สจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลมานำเสนอให้กับผู้อ่านได้รับทราบต่อไป

แปลโดย Hotcourses.in.th อ่านข่าวและข้อมูลเรียนต่างประเทศอื่นๆ


ที่มา : foreignstudents.com